มิ.ย. 21, 2011 - ท่องเที่ยว    ไม่ให้ใส่ความเห็น

โบกรถครั้งแรกในชีวิต ตาดใหญ่-ภูทับเบิก

ถ้าพูดถึงการท่องเที่ยวหลายคนอาจมีประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลาย แต่จะมีสักกี่คนที่เคย “โบกรถเที่ยว” การโบกรถเที่ยวคือการขออาศัยติดรถไปกับผู้ขับขี่ที่เดินทางผ่านเส้นทางของสถานที่ที่เรากำลังจะเดินทางไปท่องเที่ยว ประมาณว่า “ทางเดียวกันไปด้วยกัน”

การโบกรถเที่ยวทำให้เราสามารถท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้แม้จะมีงบไม่มากนัก เพราะเราไม่ได้เสียค่ายานพาหนะ อีกทั้งเรายังจะได้เห็นน้ำใจอันงดงาม รวมทั้งมิตรภาพตามรายทางของคนไทยด้วย จนบางครั้งเราคิดว่า “จุดหมายปลายทางไม่สำคัญเท่ากับมิตรภาพระหว่างทาง

การโบกรถเที่ยวครั้งแรกในชีวิตของผมเกิดขึ้นในสัปดาห์แรกของเทอม 2 วันนั้นผมกลับจากภาคไม่มีเรียนก็เลยขึ้นมาเล่นบนชมรม พี่มอส กับพี่อ๊อฟก็เลยชวนไปเที่ยวด้วยกัน ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะไปดีมั้ย ตอนนั้นยังเด็ก ยังไม่เคย ลังเลอยู่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไป เปาเปาก็เอากระเป๋า รด. ที่วางอยู่ชมรมให้ไปเก็บของที่หอแล้วพวกเราก็เริ่มออกเดินทางกันประมาณ 10 โมงกว่า ของวันที่ 31 ตุลาคม 2551


ถ่ายรูปรวมก่อนลงบันไดโรงชาย

ผู้ร่วมเดินทางในทริปนี้ก็มีพี่แอ๊ดโด้ พี่มอส พี่ป้าง พี่อ๊อฟ พี่อีฟ พี่แอนพัส เปาเปา หนุ่ย เต้าหู้ แล้วก็เจษฎ์ ก้าวแรกที่เดินจากชมรมลงมาข้างล่างโรงชายก็มีคำถามในใจผมแล้ว ไปเที่ยว ไหนหละรถ!!!! เราจะไปยังไงกันหนิ (ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะโบกรถไป) เอ๊ะ? ทำไมเราขึ้นสาย 8 ไปหน้ามอ จนไปถึงหน้ามอ ถ่ายล่งถ่างรูปกันเสร็จ ข้ามถนน ยกมือขึ้นโบกรถ ถึงรู้ว่าเราจะโบกรถไป ในใจก็คิดว่า จะได้ไปบ้อน้อ ใครจะจอดให้ และแล้วสิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจก็เกิดขึ้น…


กรุ๊ปแรกกำลังโบกรถอยู่หน้า มข.

มีรถจอดให้เหมือนที่คิดเลยวุ้ย!!! ได้สายยาวด้วย คันแรกวิ่งยาวเลย กรุ๊ปเราก็มีพี่แอ๊ดโด้ พี่ป้าง พี่อีฟ เปาเปา แล้วก็เจษฎ์ เป้าหมายในวันนี้เราจะไปนอนกันที่”น้ำตกตาดใหญ่” ต.ดงสะคร่าน อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นน้ำตกที่แบ่งเขตแดนระหว่่าง จ.ขอนแก่น กับ จ.เพชรบูรณ์ ข้ามน้ำไปก็ข้ามจังหวัดแล้ว แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเริ่มมีฝนตกลงมา ทั้ง ๆ ที่ตอนอยู่ในมอแดดแรงมาก แล้วฝนก็ตกลงมาปอย ๆ ตลอดการเดินทางเลย

การเดินทางผ่านไปอย่างรวดเร็ว แป๊บเดียวเราก็ไปถึง อ.คอนสาร ซื้ออาหารของทำกินสำหรับคืนนี้เรียบร้อย แล้วปรากฏว่าพวกเราหิวข้าวกันมาก พี่แอ๊ดโด้ก็เลยชวนกินปิ้งไก่ พวกเราก็นั่งกินอยู่ศาลาริมทาง กินเสร็จก็โบกรถต่อไปจนถึงแยกห้วยสนามทราย แล้วก็โบกต่อไปอีกจนถึงปากทางเข้าไปน้ำตกตาดฟ้า-ตาดใหญ่ พวกเราก็เดิน เดินแล้วก็เดิน เดินแป๊บนึงก็มีรถผู้ใจดีมาจอดถามเราว่าจะไปไหน เราก็บอกว่าจะไปน้ำตกตาดใหญ่ครับ พี่เขาก็ใจดีพาเราไปส่ง ลงไปถึงน้ำตกเลย แปลกใจ มันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เข้าได้สะดวก ถนนลูกรังตัดเข้าถึงขนาดนี้เลยเหรอ แต่ฝนตกไม่มีคน ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยมีคนอยู่แล้ว

และแล้วกรุ๊ปที่ 2 ก็มาถึง ตามมาติด ๆ พี่คนที่มาส่งเราแกก็บอกไม่อยากให้เรานอนที่นี่วันนี้เลย เพราะฝนมันตกเดี๋ยวมีงู มีสัตว์ลงมากินน้ำจะอันตรายได้ พวกเราก็คิดอยู่พักนึง แต่ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว อยากลิ้มรสบรรยากาศท่ามกลางสายฝัน ก็เลยช่วยกันตัดไม้ทำเพิงบังฝน ย่างเนื้อ กินข้าวกินน้ำ ก่อไฟร้องเพลงกันไป พี่ที่มาส่งก็อยู่ด้วย คุยไปคุยมาถูกคอกัน ถามไปถามมาเลยรู้ว่าแกเป็นรุ่นพี่ร.ร.ผม ชื่อ “พี่เอ๋” ตอนนั้นแกเป็นหัวหน้าสถานีอนามัยบ้านดงสะคร่าน แต่พอปีต่อมากลับไปอีกทีพี่แกก็ย้ายไปที่อื่นแล้ว

พี่เอ๋ พี่ผู้หยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับพวกเรา
พี่เอ๋ พี่ผู้ใจดีหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับพวกเรา

พวกเราก็ร้องเพลงในหนังสือเพลงชมรม มีเพลงของพี่นิด ลายสือบ้าง พูดคุยเกี่ยวกับการเดินทางของแต่ละกรุ๊ปบ้างว่าไปเจออะไรมา กรุ๊ป 2 มีฮาโบกได้รถปลาแดก หนุ่ยบอกเบรกแต่ละทีหนิ ปลาแดกโฟ่ง พวกเราก็ร้องเพลงและคุยกันไปจนดึกดื่น แล้วก็เข้านอน แต่พี่ ๆ ก็ยังกินยังร้องกันอยู่ ผมนอนอยู่ริมสุดของเพิงที่เราสร้างขึ้น เวลานอนผมชอบเอามือมาวางไว้บนหน้าอก พอนอนไปซักพักก็รู้สึกว่ามันมีอะไรนุ่ม ๆ มาอยู่ที่มือ ผมก็เลยสะบัดมือ แล้วก็เลยลุกขึ้นขอไฟฉายจากพี่ป้างเอามาส่องดูว่าอันนุ่ม ๆ นั่นมันคืออะไร ปรากฏว่า!!!!! มันคือ “งูเขียวหางไหม้” ตัวมันเขียวมรกตงามมาก กำลังไต่ไปที่หัวของพี่แอนพัส จังหวะนั้นตกใจกันมาก พี่ป้างคว้ามีดได้สับไป 1 ฉับ ตัวขาด…

พี่เอ๋ก็บอกว่ามันเป็นรางไม่ดีแล้วแหละ ก็เลยชวนพวกเราไปนอนที่อนามัย พวกเราก็ตัดสินใจไปนอนที่อนามัย ได้หลบฝนด้วย คืนนั้นผมไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมาก แต่ก็ยังจำเหตุการณ์นั้นได้แม่นเลย งูมันเลื้อยขึ้นมาบนตัวผม!!!! ถ้าผมไม่เอาไฟส่องดูไม่อยากคิดเลยว่าจะเป็นยังไง สงสัยเราไปทับทางหากินของเขา ตื่นมาก็กินมาม่า กินกาแฟ โอวัลตินกัน บรรยากาศสบาย ๆ ไม่รีบไม่เร่ง พี่อ๊อฟก็เลยชวนหนุ่ยกับเราไปเดินเล่นในหมู่บ้าน ดูนั่นดูนี่ ได้ไปดูสะพานข้ามน้ำที่รุ่นพี่ชมรมเราสร้างไว้ตอนมาออกค่ายที่นี่ด้วย รู้สึกภูมิใจ ^^

พอสายหน่อย เราก็ออกเดินทางเพื่อไปกันต่อ พี่เอ๋ก็อาสาไปส่งพวกเรา ซึ่งก่อนไปก็ไปแวะขอขมาแผ่เมตตาให้งูตัวนั้น แล้วตอนนั้นฝนมันไม่ตกแล้ว เราก็เลยถือโอกาสลงไปเล่นน้ำกันนิดหน่อย


เบื้องหน้าฝนตกลงมาน้ำแดงมาก


เบื้องหลัง นั่นมันเหวชัด ๆ

หลังจากเล่นน้ำพอหอมปากหอมคำ พี่เอ๋ก็ไปส่งพวกเราที่ด่านเก็บเงินทางขึ้นอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว แล้วพวกเราก็โบกรถกันไปต่อ วันนี้ 1 พฤศจิกายน 2551 เป้าหมายของเราคือ “ภูทับเบิก” อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ พี่มอสบอกว่ามันสวยน่าไปมาก ไปแล้วประทับใจชัวร์ โบกคันแรกก็ไปลงที่หล่มสัก เดินอยู่ไม่นานก็โบกได้รถผู้ใจดีพาพวกเราขึ้นไปยังภูทับเบิก ทางขึ้นภูทับเบิกคดเคี้ยวมาก ทำให้พี่อีฟผู้แพ้ทางโค้ง แทบไม่เป็นอันอยู่ 555+

บรรยากาศน่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด ตื่นเต้นตลอดทาง ตอนนั้นทางขึ้นยังไม่ค่อยดีเหมือนทุกวันนี้ด้วย จังหวะที่เหมือนรถจะขึ้นไม่ไหว มันเสียวมาก!!!!! ขึ้นภูทับเบิกได้เห็นเมฆ เห็นหมอก ตอนอยู่ข้างล่างก็แดดออกดีอยู่ แต่พอขึ้นไปสูงเรื่อย ๆ เริ่มไม่มีแดด แล้วก็เริ่มเย็น ตัวเริ่มเปียกด้วยละอองฝน จนสุดท้ายพวกเราก็ไปอยู่ในเมฆหมอก


ทางขึ้นภูทับเบิกคดเคี้ยวมาก


ถ่ายรูปร่วมกับผู้ใจดีที่พาพวกเราขึ้นภูทับเบิก

ถ่ายรูปเสร็จพวกเราก็ช่วยกันเก็บขวดน้ำจากที่ที่เขาเอาขวดน้ำรวมกัน (ไม่อยากเรียกว่าถังขยะเล้ย) พวกเราเอาขวดน้ำไปกรอกน้ำจากก๊อกหน้าห้องน้ำที่อยู่ข้าง ๆ ร้านกาแฟที่ขายของที่ระรึกเพื่อเอาไปต้มกินและทำอาหาร ตอนนั้นก็ใกล้มืดแล้ว เดินกลับลงไปพี่ที่จะพักก็ต้องส่องไฟฉายไปด้วย ถ้าห่างกันเกิน 5 ก้าว หายตัวเลย เพราะหมอกหนามาก

พอขึ้นไปถึงที่ที่เราจะพัก เปาเปา หนุ่ย แล้วก็ผมก็ไปหาไม้มาทำเพิงไว้บังลมบังฝนในคืนนี้ หาไม่ได้เล้ย จนสุดท้ายต้องไปหารื้อเถียงนาเก่าของคะเจ้า ที่มันอยู่ตรงทางขึ้นที่ที่เราจะพัก เรานอนในที่ที่ไม่มีคนอื่นเลยเป็นส่วนตัวมาก จุดที่เรานอนนั้น มารู้ชื่อทีหลังในตอนนี้ว่า “ยอดภูน้ำเพียงดิน” ทำที่หลับที่นอนเสร็จผมกับเต้าหู้ก็ไปหาฟืนมาเผาไฟ ตอนนั้นมันมืดแล้ว มืดมากหาแทบไม่ได้ ก็เลยเอาไม้หลักที่เขาปักให้กับต้นไม้ เพื่อให้ต้นไม้ตั้งตรงมาใช้แทนฟืน จังหวะนั้นมันจำเป็นจริง ๆ ต้องขอโทษด้วยครับ


เพิงที่พวกเราสร้างขึ้นพอจะกันอะไรได้นิดหน่อย

คืนนั้นเรากินไก่ย่างกัน แล้วก็ร้องเพลง พูดคุยกันประสาอาสาพัฒนา พี่ป้างถามว่าถ้าให้พาน้องมาจะมากันได้มั้ย พวกผมก็ตอบพามาได้ครับ!!! พาน้องมาได้แน่นอน แล้วก็คุยกันไปเรื่อยกรุ๊ป 2 ก็บอกตอนเย็นที่ขึ้นมาช้าเพราะนั่งรถเลยไปจากหล่มเก่า รถคันที่โบกได้เขาขี่เร็วมาก มันก็เลยผ่านหล่มเก่าไป ได้โบกรถกลับมาหล่มเก่าอีกเลยเสียเวลา ถ้าไปต่อหนิซอด ด่านซ้าย คัก ๆ ในคืนนั้นช่วงจังหวะที่หมอกจาง เมื่อมองลงไปที่ตัว อ.หล่มเก่า จะเห็นแสงไฟระยิบระยับ คล้ายกับ “ดาวบนดิน” ซึ่งงดงามมาก พอพวกเราเข้านอนก็ได้ยินเสียงเหมือนฝนตกตลอดเวลา แต่มันไม่ได้แรงมาก ตื่นมาถึงรู้ว่านั่นมันคือน้ำจากหมอกฝน


หนึ่งในอาหารที่เรากินเมื่อคืนนี้


ที่เห็นลอย ๆ อยู่นี่ไม่ใช่หมอก ควันแท้ ๆ เลย

เช้าวันที่ 2 พฤศจิกายน 2551 พี่มอสพาเดินไปเนินที่พวกเราเรียกว่า “เนินอาสาพลาดรัก” เดินผ่านหมอกไปอย่างระวังกลัวจะตกเขา!!! เนินนี้อยู่ไม่ไกลจากที่พวกเราพักเท่าไหร่ แต่ระยะทางระหว่างที่เดินไปตื่นตามาก ได้เห็นต้นดอกกระดาษ และความงดงามของธรรมชาติมากมายเลย


พี่มอสพาเดินไปเนินอาสาพลาดรัก


ต้นดอกกระดาษ

พอกลับจากเนินอาสาพลาดรัก พวกเราก็มานั่งสบาย ๆ จิบกาแฟ ไมโล โอวัลตินกัน 10 โมงแล้วแต่แสงแดดยังไม่ตกถึงเราเลย อากาศก็ยังเย็นอยู่มากไม่มีทีท่าว่าจะร้อนแม้แต่นิด


จิบกาแฟ ไมโล โอวัลติน บรรยากาศสบาย ๆ ยามเช้า

จิบไปก็ชมวิวไป บางจังหวะลมแรงเมฆหมอกเคลื่อนเร็ว ทำให้มองเห็นน้ำตกที่ทะลุออกมาจากช่องเขาที่เป็นผาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับยอดดอยน้ำเพียงดินที่เราพักด้วย ซึ่งปกติหมอกจะบังได้ยินแต่เสียงน้ำ บางครั้งก็เห็นนกบินเหนือเมฆ และก็ยังมองเห็นยอดภูกระดึงด้วย และที่นี่แหละที่ทำให้เราได้รู้จักคำว่า “เหยียบเมฆ” ประทับใจในบรรยากาศเป็นที่สุด ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย


นกบินเหนือเมฆ


มองเห็นภูกระดึงอยู่ริบ ๆ


ถ่ายรูปรวมซักใบก่อนลงจากยอดดอยน้ำเพียงดิน

และแล้วก็ถึงเวลากลับ ซึ่งพวกเราก็ได้รับน้ำใจจากเจ้าถิ่น ชาวเขาเผ่าม้ง ที่มาเก็บกะหล่ำปลีอยู่ใกล้ ๆ บริเวณที่เราพัก พาพวกเรามาส่งยังถนนสายหลักที่ขึ้นสู่ภูทับเบิก ถนนสายที่ไปร้านกาแฟและขายของที่ระลึกนั่นแหละ


มิตรภาพและน้ำใจจากเจ้าถิ่น

พอเราจะเดินขึ้นไปร้านกาแฟ ซึ่งหมอกก็ยังหนาอยู่ก็มีผู้ใจดีให้เราอาศัยไปด้วยอีกแล้ว มิตรภาพของคนไทยไม่มีขาดสายจริง ๆ ครับ ตลอดการเดินทางมีเพลงหนึ่งที่ก้องอยู่ในหัวผมตลอดเวลาเลยนั่นคือเพลง “คืนสู่รัง” ไม่ใช่เพราะอยากกลับบ้าน แต่เป็นเพราะเนื้อร้องของเพลงที่มีท่อนที่สอดคล้องกับบรรยากาศดีทีเดียวเลยทำให้นึกถึงมัน “ฝนโปรยโรยอ่อน ตะวันรอนรอน วิหคจรคืนสู่รัง ฉากแห่งภูผามาบดบัง ฟังหริ่งบรรเลง เสียงเพลงกล่อมไพร เสียงเพลงกล่อมไพร เสียงเพลงกล่อมไพร ในยามเย็น


มิตรภาพและน้ำใจอันงดงามที่คนไทยมอบให้กัน


ถึงร้านกาแฟก็ถ่ายรูปรวมอีกซักใบ


ถ่ายรูปหน้าป้ายภูหินร่องกล้าซักใบ สังเกตุดูหมอกหนามาก

แล้วเราก็โบกรถลงมาที่ อ.หล่มสัก ได้รถพี่คนนึงแกชื่อ”พี่โย” พี่แกใจดีมากมีชวนเราไปนอนต่อที่เขาค้อด้วย ถ้าไม่ติดมีเรียนวันจันทร์ ว่าจะไปด้วยแล้ว แต่ยังไงก็ขอบคุณมากครับ ข้างบนหมอกหนา ลงมาแดดจัด เป็นสภาพอากาศที่แปลกมาก โบกรถอยู่หล่มสักนานมาก ไม่ได้ซักที จนสุดท้ายได้รถแม่คนนึง เรียกว่า “แม่“เพราะว่าได้คุยกับแก ลูกแกเป็นผู้หญิงเรียนแก่นนครแล้วย้ายมาหล่มสัก ออกจะเป็นคนห้าว ๆ นิดนึง ถ้าไม่รับพวกเราก็กลัวว่า เวลาลูกแกไปโบกรถจะไม่มีคนรับลูกแก แล้วแกก็บอกว่าความจริงไม่น่ารับเล้่ย สภาพแต่ละคน ไอ้นั่นก็แต่งตัวเหมือนโจร ไอ้นี่หน้าตาก็ไม่น่าไว้ใจ แกเป็นคนพูดตรง ๆ แบบนี้ แต่แกใจดีมากครับ ขับรถเร็วด้วย เป็นห่วงเราตลอดทาง มีจอดให้เราพักด้วย แล้วยังขับเข้ามาส่งพวกเราถึงโรงชายเลย


นานมากกว่าจะโบกรถได้ เลยถ่ายรูปกันดูสิอากาศต่างจากข้างบนมาก

สรุป การโบกรถครั้งแรกในชีวิืตนี้เป็นหนึ่งในทริปโบกรถที่ผมประทับใจมากครับ เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นได้สัมผัสมิตรภาพและน้ำใจอันงดงามของคนไทยด้วยตัวเอง ผ่านการช่วยเหลือโดยให้อาศัยรถร่วมเดินทางไปด้วยกัน อีกทั้งยังมีหลากหลายเรื่องราวที่เป็นที่ประทับใจ ทำให้จำได้แม้กระทั่งชื่อผู้คนที่ให้ความช่วยเหลือเรา การที่เป็นน้องมันสบายที่สุดแล้ว ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกังวลเรื่องเส้นทาง ขอบคุณพี่ ๆ มากครับ

ปล1. ตั้งใจจะเขียนบันทึกการเดินทางตั้งแต่จบทริปใหม่ ๆ แต่ไม่ได้เขียนซักที จนเวลาล่วงเลยมาหลายปีถึงได้เขียน แต่มันก็ยังอยู่ในความทรงจำเสมอทำให้เขียนออกมาได้ แต่อาจจะจดจำรายละอียดไม่ได้ทั้งหมดก็ขออภัยด้วยครับ
ปล2. ขอบคุณพี่แอ๊ดโด้ พี่ป้าง สำหรับรูปประกอบทุกรูปเลยครับ
ปล3. อยากเขียนถึงทุกทริปทุกการเดินทาง ทุกค่าย ย้อนหลังแบบนี้นะครับ แต่คงต้องใช้เวลาัซักกพักถึงจะเขียนย้อนหลังได้หมด เพราะอันนี้ที่เขียน ก็ใช้เวลานานมากกว่าจะออกมาได้แบบนี้ นานจริง ๆ ครับ ถึงตอนนี้ก็ 7 ชม.เข้าไปแล้ว
ปล4. มันยาวมากแบบนี้จะมีใครอ่านจบมั้ยน้อ ถ้าอ่านจบชอบใจก็กด Like!!! ได้นะครับ ขอบคุณครับ ^^

No Comments

  • เกือบลืมไปซะแล้วน่ะเนี้ยย คิดถึงบรรยากาศเก่าๆจังเลย ชีวิตนักศึกษาเป็นชีวิตที่ได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ต่างจากวัยทำงานโดยสิ้นเชิง ที่ทุกคนต้องแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน ชีวิตอยู่กับความเร่งรีบ และหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆที่ตามมา ชีวิตถูกตีกรอบไว้มากขึ้นๆๆ…แต่ก็ดีใจ และขอบคุณชมรมอาสาพัฒนา ที่ทำให้เราได้มีประสบการณ์ที่สนุกสนาน ตื่นเต้นแบบนี้ ซึ่งในชีวิตนี้ต่อไปคงหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว และมันจะอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป