ปล่อยวาง คือ ทางของสุข!!!

เวลาที่ผมมีความทุกข์ หรือเวลาที่ใครหลาย ๆ คนมาปรึกษาปัญหาเรื่องทุกข์ใจต่างๆ กับผม ผมมักจะบอกเขาเสมอว่าให้ “ปล่อยวาง” ทุกอย่างย่อมเดิมไปตามทางของมัน

เรื่องหลายเรื่องที่มันเป็นแค่เปลือก สิ่งที่เรามองเห็นเมื่อเวลาผ่านไปอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิด คำพูดบางคำ การกระทำบางอย่าง เมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมและสถานที่ แห่งใดแห่งหนึ่งก็มีการแสดงออกมาในทางที่ดี ดูเห็นอกเห็นใจ เคียงคู่ และเดินไปเคียงกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยความเคยชินของตัวบุคคลก็ทำให้สิ่งที่เคยพูด เคยคิดไว้ในสถานการณ์ก่อนหน้านี้กลับไม่เป็นไปตามนั้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้คือ คนเราแต่ละคนผ่านประสบการณ์และเรื่องราวมาแตกต่างกัน ทำให้มุมมอง และความคิดแตกต่างกัน บางคนอาจจะสอนโดยการทำให้ดู บางคนอาจจะสอนโดยการบอกให้รู้ ในเหตุการณ์เดียวกัน แต่ละคนก็อาจจะรับรู้และเก็บเกี่ยวได้แตกต่างกัน นั่นเป็นเพราะมุมมองและหลักในการคิด เราจึงต้องแง้มใจเขา เอาใจเขามาใส่ใจเรา

มีเพลงเพื่อชีวิตเพลงหนึ่งที่มีความหมายดีมาก ฟังทีไรก็ทำให้ผมรู้สึกดี และคิดปล่อยวางได้ทุกที เพลงนี้มีชื่อว่า “ปล่อย” ร้องโดย อ้น ธวัชชัย ชูเหมือน อยู่ในอัลบัมเพลงกล่อมไพร


ใครจะชิงใครจะชังมันก็ช่างหัวเขา แค่ตัวเรารู้เราช่างเค้าประไร
ใครจะชักใครจะแช่งใครจะแกล้งใครจะหยัน ก็ให้ช่างหัวมันก็ให้ปล่อยเค้าไป
ใครจะชมใครจะเชิดว่าประเสริฐเลิศหรู ตัวเรารู้เราอยู่ปล่อยเค้าชมไป
ใครจะรักใครจะเกลียดใครจะเสียด ใครจะสีก็เรารู้ตัวดีปล่อยเค้าทำไป..

เกิดเป็นมนุษย์สิ้นสุดแค่ตาย เอาอะไรมากมายในความอนัตตา
โลภไปทำไมช่วงชิงแข่งขัน สุดท้ายเหมือนกันต้องไปป่าช้า
จะเอาอะไรแค่รักโลภโกรธหลง ไม่มีความมั่นคงบนกิเลสตัณหา
เกิดแก่เจ็บตายใยจะไปยึดมั่น สรรพสังขารล้วนอนิจจา
ปล่อยวางมันเสีย ทุกโขติณณา…

ใครจะเมินใครจะมองใยจะต้องไหวหวั่น ใครจะใส่ร้ายกันใยจะต้องสนใจ
ใครจะดีใครจะเลวมันก็เรื่องของเขา ใครจะนินทาเราใยจะต้องทุกข์ใจ
ใครจะล้อใครจะด่าใยจะต้องว่าตอบ ใครไม่สนใครไม่ชอบใยจะต้องใส่ใจ
ใครจะคิดใส่ความใยจะต้องวุ่นจิต หากตัวเราไม่ผิดจะไปคิดทำไม…

เกิดเป็นมนุษย์สิ้นสุดแค่ตาย ประดุจดังต้นไม้ล้มทับโลกา
หมดลมเมื่อไรหาประโยชน์ใดเล่า ล้วนต้องถูกเผาหามไปป่าช้า
ชีวิตยังมีสร้างความดีไว้เถิด ได้ไม่เสียชาติเกิด ได้ไม่ต้องอายหมา
อันว่าความตายคือสัจธรรมความเที่ยง สิ้นสรรพสำเนียงเน่าเหม็นขึ้นมา
จะเอาอะไร…จะเอาอะไรกันนักหนา…

เหมือนอย่างที่เพลงว่าครับคนเราเกิดมาสุดท้ายแล้วก็ต้องตาย ผมถึงไม่ได้เจ้ายศเจ้าอย่างอะไรมากมายในชีวิต ก็เลยชอบเดินเข้าหาน้องหรือคนที่อายุน้อยกว่าอย่างเป็นมิตรเสมอ ส่วนการเข้าหาผู้ใหญ่มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

ผมมองว่าถ้ามีคนเดินเข้ามาในบ้านเรา เขาอยากจะช่วยเราดูแลบ้าน ในฐานะคนเก่าที่ต้องการคนใหม่มาช่วยดูแลบ้านอยู่แล้ว ก็ต้องเดินเข้าหาเขาเพราะถ้าคนใหม่รู้สึกไม่ประทับใจในแรกพบ “First Impression” เขาก็จะไม่อยากมาหาเราอีกเลย ถึงมาก็รู้สึกไม่ดีเท่ากับการมีความประทับใจแรกพบ

เมื่อเขามีความรู้สึกที่ดีเขาจะได้ดูแลบ้านของเราอย่างทั่วถึง ไม่ดูแลเพียงงานที่เขารับผิดชอบเสร็จแล้วก็เสร็จไปไม่ทำงานอื่นช่วยกันอีกเลย อย่างเขารับผิดชอบการซักผ้า ไม่ใช่ว่าซักผ้าเสร็จแล้ว จะหนีหายไป ไม่ล้างจานช่วยคนอื่นที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ถ้าใจเขาเปี่ยมล้นไปด้วย “จิตอาสา” ในทุกอณูขุมขนเขาต้องช่วยดูแลทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านอย่างแน่นอน

สุดท้ายแล้วเมื่อเราต้องจากบ้านไป ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ดูแลเหมือนก่อน ถ้าจะพูดจะทำอะไรมากมันก็คงไม่เหมาะสมนัก คิดไปคิดมาแล้วก็ต้อง “ปล่อยวาง

Got anything to say? Go ahead and leave a comment!