มิ.ย. 17, 2011 - เล่าเรื่อง    No Comments

หลังจากตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตอนนี้ก็ติดสินใจได้แล้ว

ความจริงเรื่องที่เขียนนี้ผมโพสครั้งแรกที่กรุ๊ปของ Chem-En KKU #25 ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.2554 แล้วครับ แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เมื่อได้มีโอการทำเว็บ ATIJET.info ขึ้นมาจุดประสงค์ของการทำก็เพื่อที่จะเล่าเรื่อง ก็เลยคิดว่าน่าจะเอาเรื่องราวเก่า ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมาเล่าไว้ที่นี่ด้วย ตอนที่โพสในวันนั้น มี comment จากเพื่อน ๆ มากมาย ถ้าอยากรู้ว่าเพื่อน ๆ ของผมโพสอะไรกันบ้างก็คลิ๊กที่รูปเลยครับ!!!

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า สถานการณ์คือ ได้งานที่ปราจีน เงินเดือนก็ไม่ได้มากมายอะไรหรอก 15600 คิดว่าหักค่าข้าวค่าน้ำแล้วก็จะเหลือเดือนละ 10000 หนิหละ แต่แม่อยากให้อยู่ใกล้บ้าน แล้วก็มีแนวโน้มนิด ๆ ว่าจะได้อยู่โรงงานแถวบ้าน เงินก็ดีกว่าอันแรกอยู่นิดนึง ถ้าเกิดปราจีนโทรมาก็ไม่รู้จะบอกปฏิเสธยังไง ตอนนั้นยังลำบากใจกลัวปฏิเสธไปแล้วจะหลุยทั้งคู่

แต่มาตอนนี้คิดดูแล้วว่า ตอนนี้อยู่บ้านเฉย ๆ ก็มีรายได้อยู่แล้วอย่างน้อยก็เท่า ๆ กับเงินที่คาดว่าจะเหลือรายเดือนจากการไปทำงานที่ปราจีน และก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้คิดว่า นี่เราจะไปทำงานไกลบ้านทำไม ได้เงิน 2 ทางงั้นรึ?


แต่ถ้าเป็นยังงั้น ถ้าเราไปทำที่ปราจีนได้ไม่กี่วัน โรงงานแถวบ้านประกาศผลว่าได้ เราจะไม่ลาออกลำบากอีกติ ผิดสัญญาโดนนั่นโดนนี่อีกหละ งั้นก็เลยตัดสินใจรอดีกว่า ถึงรออยู่เฉย ๆ ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรหนิ ตอนนี้ก็มีข้าวมีน้ำกิน ยิ่งถ้าได้อยู่โรงงานใกล้บ้านเงินเหลือเก็บมากกว่าไปปราจีนแน่นอน มาดูแลธุรกิจทางบ้านในอนาคตได้ด้วย

แล้วถ้าถึงวันรับปริญญา ยังไม่ได้ทำงานเป็นวิศวกรเลย จะตอบรุ่นน้องว่ายังไง?
ตอนแรกก็คิดยากอยู่จะหาคำตอบว่าไงดี ก็เลยคิดว่าจะบอกน้องว่า พี่อ่ะทำงาน Freelance ทำบริษัทของตัวเอง อาจจะอ้างชื่อไปมั่ว ๆ ว่า Enyong Cyber Shop

แล้วทำงาน Freelance แบบนี้จะอยู่ได้ มั่นคง รายได้ดีเหรอพี่?
ก็ตอบว่า : รายได้มันก็ไม่น้อยเลยน้อง พออยู่ พอกิน เลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัวได้ ^^ มั่นคงรึป่าว หลายคนในโลกนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มันยั่งยืนถ้าเรารู้จักปรับตัวหาความรู้เพิ่มเติมเรื่อย ๆ ไม่หยุดนิ่ง

สุดท้ายแล้วก็มีคำถามให้คิดเล่น ๆ ว่า…
ทุกวันนี้เราทำงาน หางานกันเพื่ออะไร?
ถ้าคำตอบคือ “เงิน” งั้นถ้าเรามีทางหาได้โดยไม่ต้องเป็นลูกจ้าง ทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจเรา และที่สำคัญมีความสุขตามความพอใจเราด้วย

แต่ถ้าคำตอบคือ ทำงานเพื่อ “ความรู้” แล้วความรู้นั้นเอามาทำอะไรหละ ถ้าไม่ใช่เพื่อการเลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง หรือดำรงชีพ?

อ้าว!!! แล้วถ้าทำงานเพื่อ “ตอบแทนสังคม” เอาความรู้ที่มีตอบแทนสังคม ผ่านทาง CSR ของบริษัทหละ?
เอ๊ะ ไม่ทำงานในบริษัทอะไรเลย ตอบแทนสังคมไม่ได้เหรอ?

แล้วเมิงเรียนวิศวเคมีมีเพื่อ!!!!! ไม่เสียดายความรู้ที่อุตส่าห์ ฝ่าฝัน ขวากหนามมา กว่าจะเรียนจบติ?
ใช่ว่าทำงานที่ไม่ตรงสายงาน จะไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาซะหน่อย อย่างน้อยก็ได้ใช้มุมมอง ใช้แนวคิดมาร่วมด้วยเสมอ “วิศวะมันอยู่ในสายเลือด” หนะแหละ ทำอะไรก็ได้ใช้หมด

อีกอย่างใช่ว่าทำงานเป็น “วิศวกร” จะได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาตรงตามตำราเป๊ะ ๆ ซะหน่อย ก็มีหลายที่ที่ต้องไปเรียนรู้ใหม่อยู่ดี

ถ้าเป็นยังงั้น คำว่า “วิศวกร” มีความสำคัญกับการดำรงชีพมากแค่ไหนหละ?


ปล. ก็แค่อยากแชร์ความคิดเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอะไรมากกว่านี้ แบบคิดว่าเราค้นพบวิธีทำให้เรามีความสุข และอยู่ได้ในสังคมแล้วมั้ง
ปล2. พี่คนนี้คือ Idol เลย แกชื่อว่า นุ เป็นรุ่นพี่ภาค Envi เกียร์ 39 : ชีวิตที่ไม่มีเงินเดือน : http://www.nu2day.com/ชีวิตที่ไม่มีเงินเดือน
ปล3. ยังไม่ได้ปิดโอกาสตัวเองที่จะทำงานเป็น “วิศวกร” นะ มีข่าวมีคราวอะไรก็ส่งมาได้เสมอ เหมือนเดิมหนะแหละ อาจจะอยากลิ้มลอง สัมผัส ควบคู่กันซักครั้งนึงในชีวิต
ปล4. เขียนยาวปานนี้จะมีใครอ่านจบวะเนี่ย ใครอ่านจบก็ขอให้ได้งานที่ชอบเร็ว ๆ แระกัน สาธุ ๆ

No Comments

Got anything to say? Go ahead and leave a comment!